news

‘บิ๊กตู่’ลั่นจะเอาอำนาจไปบังคับใครได้โต้ดูด”ตระกูลชิดชอบ”

นายกฯ ย้ำไม่ใช่เครื่องดูดฝุ่น จะเอาอำนาจอะไรไปบังคับใครได้ ชี้นักธุรกิจจ้องหนุนนักการเมืองต้องดูกฎหมาย โต้เสียงวิจารณ์แซดเล็งดึง”ตระกูลชิดชอบ” ขออย่าใช้คำว่าดูด แต่ต้องดูผลงาน ขู่ฟ้อง วัชระ-สื่อ ปูดคสช.ควัก 4 หมื่นล้านตั้งพรรคทหาร

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคสช. และการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่าขณะนี้ คสช. เดินสายใช้พลังดูดโดยใช้ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีเป็นตัวล่อ และห้ามนักธุรกิจใหญ่ให้ความร่วมมือกับพรรคการเมือง ว่า ตนบอกไปแล้วว่า ไม่ใช่เครื่องดูดอากาศหรือเครื่องดูดฝุ่น และจะเอาอำนาจอะไรไปบังคับใคร รวมถึงการที่นักธุรกิจจะสนับสนุนพรรคการเมืองจะทำได้หรือไม่นั้นต้องดูกฎหมายว่าทำได้หรือไม่ ตนไม่ต้องไปห้ามหากกฎหมายบอกว่าทำไม่ได้ก็ทำไม่ได้ ซึ่งได้มีการตรวจสอบเรื่องเหล่านี้อยู่ 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีการวิจารณ์กันกันว่า ตระกูลชิดชอบ จะเป็นคิวต่อไปที่ถูก คสช. ดูดนั้น ตนไม่อยากให้คำนี้ตามนักการเมืองหรือพรรคการเมือง เพราะการกล่าวว่าใครดูดใคร ต้องดูว่าผลงานของพรรคการเมืองที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ได้นำความต้องการของประชาชนไปสู่การขับเคลื่อนหรือไม่ ซึ่งเข้าใจว่านักการเมืองทุกคนอยากเข้ามาทำเพื่อบ้านเมือง แต่ติดที่นโยบายพรรคหรือนโยบายหัวหน้าพรรค แต่รัฐบาลคสช. ไม่มีใครมีบทบาทเหนือเราในเรื่องนี้ จึงสามารถทำงานต่างๆ อย่างอิสระ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการลงพื้นที่จ.บุรีรัมย์ เป็นการลงพื้นที่ตามปกติ ไม่พบใครเป็นการส่วนตัวและไม่พบใครในที่รโหฐาน แต่พบในพื้นที่กว้างๆ พบร่วมกันกับประชาชนทั่วไป ส่วนใครจะมาต้อนรับก็เป็นเรื่องเจ้าบ้านที่ดี แต่ตนไม่ได้ไปตกลงการเมืองกับใครทั้งสิ้น ไม่สามารถตกลงกับใครได้เพราะยังไปไม่ถึงตรงนั้น เป็นเรื่องกระบวนการทางการเมือง อย่าเอาตนไปเกี่ยวข้อง

“ใครจะดูดหรือถูกดูดเป็นเรื่องของเขา ท่านก็ดูแลสมาชิกของท่านให้ดีที่สุด ผมเคยฟังนักการเมืองพูดมาว่า การเป็นรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ก็อยากทำตลอด 4 ปีตามอายุรัฐบาลแต่มันทำไม่ได้มากนัก เพราะสองปีแรกยังทำดีอยู่ พอปีที่สองไปแล้วทำไม่ค่อยได้เพราะต้องเตรียมตัวยุบสภา เขาพูดกับผมแบบนี้เลย ดังนั้นต้องร่วมมือกันให้ได้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ประชาธิปไตยต้องดูเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อย ต้องทำให้ประชาชนในพื้นที่ของฝ่ายค้านได้ประโยชน์ไปด้วย เพราะหลายคนโทษกันไปมาว่ารัฐบาลตัดงบฯไปพื้นที่ต่างๆ และที่ผ่านมาไปเดินสายหาเสียงยังไม่ได้เลย แล้วมันเป็นไปได้ไหมที่จะพัฒนาประเทศ ดังนั้นขอร้องรัฐบาลหน้าทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต้องร่วมมือกัน ให้ประชาชนทั้งประเทศได้ประโยชน์ ไม่ใช่พื้นที่ฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียว ดังนั้นใครจะทำงานการเมืองไม่ต้องกลัวว่าจะเลือกตั้งเมื่อใด แต่อยู่ที่จะบริหารราชการแผ่นดินอย่างไรให้โปร่งใสและเป็นธรรม ย้ำว่ารัฐบาล ไม่ใช่คู่ขัดแย้งของใคร แต่เป็นคนกลางทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านในอดีตจนเข้ามาในสถานการณ์วันนี้ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็ต้องร่วมมือกันให้ได้”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เมื่อถามว่ามีความอึดอัดใจหรือไม่ ที่หลายฝ่ายเสนอให้เป็นนายกฯต่อ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รู้สึกเฉยๆ เพราะยังไม่ตอบรับใคร เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าไม่ปฏิเสธใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้ และไม่ร่วมกับพรรคไหน เพราะไม่ว่าจะเป็นอะไรตนต้องอยู่ตรงกลางให้ได้ โดยเอาทุกคนมาร่วมกันบริหารประเทศให้ได้ด้วยกลไกประชาธิปไตย แต่จะไปตรงนั้นได้อย่างไรตนก็ยังไม่รู้ เชื่อว่านักการเมืองหลายคนอยากทำความดีแต่ทำไม่ได้ เพราะถูกจำกัดด้วยนโยบายพรรคหรืออะไรต่างๆ ซึ่งตนไม่ได้รังเกียจนักการเมือง ใครแสดงบทบาทว่าจะร่วมพัฒนาประเทศไม่ทำการเมืองแบบเดิมๆ ตนก็ยินดีกับทุกคน

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง ระบุว่าคสช. เตรียมสืบทอดอำนาจโดยใช้เงินตั้งพรรคทหารถึง 40,000 ล้านบาท ว่า นายวัชระ เคยออกมาพูดหลายครั้งแล้ว ว่ามีการทุจริตในเรื่องต่างๆ แต่สุดท้ายก็เงียบหายไปแล้วก็ไปหาเรื่องอื่นมาใหม่ จึงขอให้หาข้อมูลมาว่าเงิน 40,000 ล้านมาจากไหน ทั้งนี้กำลังให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาว่าการพูดเช่นนี้ผิดกฎหมายหรือไม่ รวมไปถึงสื่อและสำนักพิมพ์ต่างๆที่นำมาเผยแพร่ เพราะมีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อยู่ จึงขอให้ระมัดระวังด้วยตนไม่อยากให้ใครเดือดร้อน รัฐบาลไม่ได้ขู่เพราะมีกฎหมายอยู่แล้วจึงอยากเตือน อย่างไรก็ตามเงินดังกล่าวไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ จะเอามาได้อย่างไรและใครจะให้ หากจะนำเงินขนาดนั้นมาตั้งพรรคการเมือง เอาไปดูแลประชาชนไม่ดีกว่าหรืออย่างไร และยืนยัน 100% ว่าในส่วนตัวไม่มีการทุจริตใดๆทั้งสิ้น แต่หากมีในระบบก็ต้องนำเข้าสู่กระบวนการ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำถึงการแต่งตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษาฯว่า ตนออยากให้เข้ามาดูแลในพื้นที่ภาคตะวันออกเพียงเท่านั้น เพราะนายสนธยา ทำงานในพื้นที่นี้อยู่แล้วและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนพอสมควร ไม่ได้มุ่งหวังทางการเมืองทั้งสิ้น เพราะตนยังไม่ได้เดินการเมือง อีกว่า อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้งที่ปรึกษาด้านการเมืองเพิ่มเติม 

ทั้งนี้ในช่วงเช้าผู้สื่อข่าวได้ถามแซว พล.อ.ประยุทธ์ ใบหน้าเรียวขึ้น โดย นายกรัฐมนตรี ตอบกลับว่า “เพิ่งไปตัดผมมามั้ง” โดยสื่อตอบกลับว่า “หมายถึงพลังดูด” โดยพล.อ.ประยุทธ์ ตอบกลับว่า “อ่อ พลังดูดนักการเมือง ผมเป็นหัวหน้าพรรคอะไรหรอ”

ทั้งนี้สื่อได้ถามย้ำว่าจะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “จะเป็นทำไม ไม่รู้” สื่อถามอีกว่าไม่รู้แสดงว่าอย่างไร โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่แสดงว่า ไม่รู้”.